in

โควิด-19 การแปรเปลี่ยนพันธุกรรม . เราได้ยินข่าวมาตลอด เรื่องการผันแปรพันธุกรรมขอ…


โควิด-19 การแปรเปลี่ยนพันธุกรรม
.
เราได้ยินข่าวมาตลอด เรื่องการผันแปรพันธุกรรมของไวรัสก่อโรคโควิด-19 ไม่ว่าจะเป็นในอังกฤษ แอฟริกาใต้ และไนจีเรีย ไวรัส RNA เกือบทุกชนิดมีการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์ตามวิวัฒนาการอยู่แล้วได้ง่ายกว่าไวรัส DNA
.
การเปลี่ยนแปลงพันธุกรรมที่ทุกคนมุ่งมองไปในส่วนที่เป็นหนามแหลมยื่นออกมาเรียกว่า Spike (สไปค์) นั่นเอง ในส่วนนี้ที่มีการพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงและให้ความสำคัญได้แก่ การเปลี่ยนแปลงจากกรดอะมิโนแอสพาราจีน เป็น ไทโรซีน ในตำแหน่งที่ 501 เพราะตำแหน่งนี้เป็นส่วนที่ไวรัสจะมายึดเกาะกับเซลล์ของมนุษย์ ในส่วนที่เรียกว่า ACE2 ถ้าเกาะได้ดีก็จะติดเชื้อง่าย ถ้าเกาะไม่ดีก็จะติดเชื้อยากกว่า จึงให้ความสนใจ
.
ส่วนที่ 2 มีการขาดหายไปของกรดอะมิโนตำแหน่งที่ 69-70 ที่อาจจะทำให้รูปร่างของโปรตีนหนามแหลม เปลี่ยนรูปไป และเกรงว่าไวรัสจะหลบหนีระบบภูมิต้านทานหรือวัคซีน
.
ส่วนที่ 3 คือการเปลี่ยนแปลงของกรดอะมิโนจากโพรลีน ไปเป็นฮีสติดีน ในตำแหน่ง ที่ 681 เกี่ยวข้องกับการที่หลังไวรัสเกาะติดกับเซลล์มนุษย์แล้วจะต้องใช้เอนไซม์ของมนุษย์ในการตัดเพื่อให้ไวรัสเข้าสู่เซลล์ได้โดยหลักการ การเกาะติดกับกับเซลล์มนุษย์แล้ว ไวรัสจะเข้าเซลล์ต้องมีเอนไซม์มาตัดปลดปล่อยการเกาะนั้น เหมือนกับว่าถ้าตัดได้ดีก็จะเข้าสู่เซลล์ได้ง่าย
.
อย่างไรก็ตามจากการศึกษาถึงปัจจุบันเป็นเพียงสันนิษฐานทางวิทยาศาสตร์ จะต้องมีการศึกษาในแนวรุกต่อไป และข้อมูลในปัจจุบันไวรัสที่พบกลายพันธุ์ก็ยังสามารถจับได้ดีกับระบบภูมิต้านทานและวัคซีนที่มีอยู่ หรือกล่าวว่าวัคซีนที่มีอยู่ยังใช้ได้ดีกับไวรัสกลายพันธุ์นั้นเอง
.
ส่วนการติดง่ายหรือยาก ก็ยังต้องการการศึกษาในแนวลึกต่อไปและแน่นอนไวรัสที่กลายพันธุ์ออกไป ก็ยังไม่มีหลักฐานว่าไวรัสนี้จะทำให้โรครุนแรงขึ้นหรือน้อยลง เพราะฉะนั้นในขณะนี้ยังไม่ต้องตกใจไปเกินเหตุ อย่างที่เป็นข่าวออกมา


Source